อาลีซาน

อุทยานแห่งชาติป่าอาลีซาน|ค่าเข้า รถไฟเล็ก และทางเดินต้นไม้ยักษ์

อัปเดตเมื่อ 2026-08-02・อ่านประมาณ 22 นาที・กองบรรณาธิการ GO TAIWAN
สะพานทางเดินไม้ในอุทยานอาลีซานทอดข้ามสระน้ำ ผิวน้ำสะท้อนป่าไม้ใบเข็มสูง ไกลออกไปคือทิวเขาสลับชั้นกับท้องฟ้าสีฟ้าและเมฆขาว

อาลีซานดังจนแทบไม่ต้องแนะนำ แต่พอจะจัดทริปจริง ๆ คำถามกลับเยอะกว่าที่คิด ค่าเข้าคิดยังไง? รถไฟเล็กมีตั้งสามสายควรนั่งสายไหน? ครึ่งวันพอไหม? บทความนี้พาเดินอุทยานครบหนึ่งรอบด้วยภาพถ่ายจริง — ออกจากสถานีอาลีซาน นั่งรถไฟเล็ก เดินทางเดินไม้ในป่าต้นไม้ยักษ์ ไปจนถึงว่าบนเขาหาของกินยังไงและไม่ได้ขับรถมาจะขึ้นมาได้อย่างไร

ค่าเข้า เวลาเปิด และเรื่องที่ควรรู้ก่อนเข้าอุทยาน

อุทยานเปิด 24 ชั่วโมงตลอดทั้งปี แต่ไม่ได้แปลว่าจะเข้าไปเที่ยวตอนไหนก็ได้ อาคารต่าง ๆ และรถไฟป่าไม้แต่ละสายมีเวลาให้บริการของตัวเอง พอฟ้ามืดทางเดินก็ไม่มีไฟส่องสว่างด้วย เอาเข้าจริงเวลาที่คนส่วนใหญ่ใช้เที่ยวก็คือไม่กี่ชั่วโมงในตอนกลางวัน

ราคาตามประกาศของสำนักงานป่าไม้และอนุรักษ์ธรรมชาติ

ประเภทบัตรราคาผู้มีสิทธิ์
บัตรเต็มราคาNT$300นักท่องเที่ยวทั่วไป
บัตรเต็มราคาคนไต้หวันNT$200คนไต้หวันที่แสดงบัตรประชาชน
บัตรครึ่งราคาNT$150นักเรียน เด็กอายุ 7–12 ปี เป็นต้น
บัตรพิเศษNT$10เด็กอายุ 3–6 ปี ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป เป็นต้น
ค่าจอดรถรถยนต์ NT$100มอเตอร์ไซค์ NT$20

ข้อมูลข้างต้นเป็นค่าตามประกาศที่ตรวจสอบเมื่อเดือนสิงหาคม 2026 ราคาและเงื่อนไขส่วนลดยึดตามประกาศล่าสุดของทางการ ตอนเข้าอุทยานอย่าลืมพกบัตรประชาชน เพราะราคาสำหรับคนไต้หวันต่างกันตั้งร้อยหนึ่ง

อาคารไม้ของสถานีอาลีซานกับหลังคาคลุมชานชาลาทรงยาว ด้านหน้าเป็นลานหินแผ่นกว้าง ฉากหลังเป็นไหล่เขาป่าไม้ใบเข็ม
อาคารสถานีไม้กับลานกว้างคือจุดศูนย์กลางของอุทยาน

ลานจอดรถอยู่ใต้สถานีลงไป มีทางวนรูปตัว U อยู่ช่วงหนึ่ง ข้าง ๆ ยังตีวงกลมสีเหลืองเป็นลานจอดเฮลิคอปเตอร์ไว้ด้วย ถ้าขับรถขึ้นมาเอง วันหยุดที่จอดเต็มเร็วมาก มาแต่เช้าจะชัวร์กว่า

สถานีอาลีซาน: รถไฟทั้งสามสายออกจากที่นี่

รถไฟป่าไม้ในอุทยานมีสามสาย — สายจู้ซาน สายเสินมู่ และสายเจ้าผิง ช่องตรวจตั๋วเรียงกันอยู่บนชานชาลา แยกกันไปคนละทาง ป้ายชื่อสถานีไม้แกะสลัก “阿里山 Alishan” ที่แขวนอยู่บนคานชานชาลาคือหมุดหมายที่สังเกตง่ายที่สุดของที่นี่

หลังคาไม้คลุมชานชาลาสถานีอาลีซานกับป้ายชื่อสถานีไม้แกะสลักบนคาน ข้าง ๆ มีรถไฟสีแดงจอดอยู่
ป้ายชื่อสถานีไม้แกะสลักบนคาน ข้าง ๆ คือขบวนรถไฟป่าไม้สีแดง

ป้ายเหนือช่องขายตั๋วรวบรวมทุกอย่างที่ควรรู้ไว้ในที่เดียว: เส้นทางเดินรถและเวลาวิ่งระหว่างสถานี (เสินมู่ถึงอาลีซาน 7 นาที อาลีซานถึงเจ้าผิง 6 นาที) เวลาออกรถของแต่ละสาย ค่าโดยสาร แถมยังมี LED หนึ่งบรรทัดบอกอุณหภูมิ ณ ขณะนั้นด้วย บนป้ายยังมีอีกบรรทัดที่ต้องดูให้ดี: เวลาออกรถจากสถานีอาลีซานคือ 8:30–16:30 (ยึดตามประกาศหน้างาน) — นี่คือตัวเลขที่สำคัญที่สุดในการวางแผนขากลับ เพราะพอรถเที่ยวสุดท้ายออกไปแล้วก็เหลือแต่สองขาของตัวเอง

แผนผังเส้นทางและป้ายเวลาออกรถกับค่าโดยสารเหนือช่องขายตั๋วของสถานี มีทั้งเวลาวิ่งระหว่างสถานีและเวลาพระอาทิตย์ขึ้น
เส้นทาง รอบรถ ค่าโดยสาร และเวลาพระอาทิตย์ขึ้นของวันนั้น อยู่บนป้ายเดียวกันหมด

ค่าโดยสารเที่ยวเดียวของแต่ละสายในปัจจุบัน (ตามประกาศของสำนักบริหารรถไฟป่าไม้และมรดกวัฒนธรรมอาลีซาน)

สายเที่ยวเดียวเต็มราคาเที่ยวเดียวครึ่งราคาสายนี้ไปทำอะไร
สายจู้ซานNT$150NT$75สายชมพระอาทิตย์ขึ้น เวลาออกรถปรับตามพระอาทิตย์
สายเสินมู่NT$100NT$50ปลายทางคือสถานีเสินมู่
สายเจ้าผิงNT$100NT$50ปลายทางคือสถานีเจ้าผิง

รอบรถของสายจู้ซานไม่ตายตัว: เวลาออกรถขยับตามเวลาพระอาทิตย์ขึ้นของวันนั้น และจะประกาศที่สถานีกับเว็บไซต์ทางการในบ่ายวันก่อนหน้าเท่านั้น ใครตั้งใจจะดูพระอาทิตย์ขึ้น เย็นวันก่อนต้องไปเช็กให้แน่ว่าพรุ่งนี้ออกกี่โมง อย่าถือตารางเวลาเก่า ๆ ที่หาเจอในเน็ตแล้วออกเดินทาง

นั่งรถไฟเล็กแล้วรู้สึกยังไง

ขบวนรถไฟป่าไม้สีแดงไม่ใหญ่ ภายในตู้เป็นงานไม้ วิ่งช้าพอให้มองวิวนอกหน้าต่างได้สบาย ๆ สิ่งที่สนุกจริง ๆ คือสถานีเล็ก ๆ ระหว่างทาง — ชานชาลาคือแผ่นไม้ปูช่วงหนึ่งกลางป่า ไม่มีอาคารสถานี ไม่มีรั้ว ข้างรางยังเห็นคันโยกสับรางสีเหลือง พอรถจอด ทุกคนก้าวลงมา รอบตัวก็คือป่าไม้ใบเข็มสูง

ขบวนรถไฟป่าไม้อาลีซานสีแดงจอดข้างชานชาลาเล็ก ๆ กลางป่า รางทอดยาวลงมาทางด้านล่างของภาพ
รถไฟจอดที่ชานชาลาเล็ก ๆ กลางป่า รอบตัวคือป่าไม้ใบเข็มสูงใหญ่

ควรนั่งไหม? ผมแนะนำให้นั่งอย่างน้อยหนึ่งช่วง ความต่างของระดับความสูงในอุทยานไม่ใช่น้อย ๆ เดินอย่างเดียวเปลืองแรงมาก นั่งรถไฟขึ้นไปแล้วเดินทางเดินกลับลงมา คือสูตรที่ประหยัดแรงที่สุดโดยไม่พลาดวิว ช่วงไฮซีซันตั๋วขายหมดได้ ถ้าตั้งใจจะนั่ง พอเข้าอุทยานให้ไปดูรอบรถและซื้อตั๋วไว้ก่อน แล้วค่อยไปเดินเล่นที่อื่น

หมู่ต้นไม้ยักษ์กับทางเดินไม้: ตรงนี้คือของจริง

รถไฟเล็กเป็นแค่พาหนะ เนื้อหาจริง ๆ ของอาลีซานอยู่บนทางเดิน ระบบทางเดินของอุทยานเป็นทางเดินไม้กับบันไดหินเป็นหลัก ลัดเลาะผ่านสวนป่าไม้ใบเข็มที่สูงใหญ่ไปจนถึงป่าต้นไม้ยักษ์ที่เก่าแก่กว่า ความชันไม่ถือว่ามาก แต่บันไดเยอะจนเดินแล้วยังหอบอยู่ดี — ระดับความสูงมันอยู่ตรงนั้น จะเอาแรงจากพื้นราบมาคิดตรง ๆ ไม่ได้

ป่าไม้ใบเข็มลำต้นตรงสูงใหญ่เรียงเป็นแถวเป็นแนว พื้นล่างเป็นเฟินและมอส แสงแดดสาดเฉียงเข้ามาในป่า
สวนป่าลำต้นตรง เส้นสายเป็นระเบียบมาก

พอเดินเข้าเขตป่าเก่า ภาพก็เปลี่ยนไปคนละเรื่อง ลำต้นอวบใหญ่ขนาดต้องหลายคนโอบ เปลือกไม้ขึ้นมอสและเฟินอิงอาศัยเต็มไปหมด ต้นไม้ยักษ์บางต้นเรือนยอดหักไปนานแล้ว เหลือแต่ตอลำต้นตั้งอยู่ กลับยิ่งมีพลังเข้าไปอีก

ต้นไม้ที่ล้มลงก็ไม่ได้ถูกเก็บออกไป ท่อนไม้ยักษ์ที่นอนขวางอยู่กลางป่ามีมอสขึ้นเต็ม ข้าง ๆ คือทางเดินหินแผ่น ค่อย ๆ ย่อยสลายกลับคืนสู่ป่า — นี่เป็นส่วนหนึ่งของการจัดการป่า และเป็นสิ่งที่ทำให้คนหยุดยืนดูบ่อยที่สุดระหว่างเดิน

ตัวทางเดินไม้เองก็น่าดู ทางเดินไม้และบันไดหลายชั้นสร้างวนรอบต้นไม้ยักษ์ บางช่วงยกสูงลอดผ่านระหว่างต้นกับต้นไปเลย พอมีคนอยู่ในภาพถึงจะรู้ว่าต้นไม้พวกนี้ใหญ่แค่ไหน

ทางเดินไม้และบันไดหลายชั้นข้างต้นไม้ยักษ์ ไกลออกไปมีนักท่องเที่ยวเดินอยู่บนทางเดิน ทำให้เห็นขนาดมหึมาของต้นไม้
ต้องมีคนอยู่ในภาพถึงจะเห็นสเกลของต้นไม้

แสงก็เป็นส่วนหนึ่งของที่นี่ ตั้งแต่ช่วงสายถึงเที่ยง แดดจะสาดเฉียงลงมาระหว่างเรือนยอด ทั้งป่าเต็มไปด้วยลำแสง ดอกไม้สีขาวดอกเล็ก ๆ ที่ขึ้นคลุมพื้นก็เด่นเป็นพิเศษในแสงแบบนี้

แหงนมองป่าต้นไม้ยักษ์ ลำต้นอวบใหญ่หลายต้นตัดกันทอดขึ้นด้านบน แสงแดดลอดผ่านเข้ามาในป่า
แสงแดดลอดผ่านระหว่างลำต้น คือช่วงเวลาที่ดีที่สุดของที่นี่

เดินจนเหนื่อยแล้ว ในอุทยานมีสระน้ำให้นั่งพักได้ ผิวน้ำสะท้อนป่าไม้ใบเข็มทั้งผืนกับท้องฟ้าสีฟ้าลงไป บวกกับสะพานทางเดินไม้ที่ทอดข้ามผิวน้ำและทิวเขาไกล ๆ เป็นมุมที่ถ่ายรูปสวยที่สุดในอุทยาน ตอนเงียบ ๆ แทบไม่ได้ยินเสียงคนเลย

สระน้ำข้างเขื่อนหินก่อ ผิวน้ำสะท้อนป่าไม้ใบเข็มสูงที่เรียงเป็นระเบียบและท้องฟ้าสีฟ้า
ผิวน้ำสะท้อนป่าไม้ใบเข็มทั้งผืนลงไป

ศาลเจ้าฝูเต๋อข้างทางเดิน กับต้นไม้เก่าที่มีป้ายแขวน

เดินอยู่ในป่าต้นไม้ยักษ์แล้วจะเจอศาลเจ้าเล็ก ๆ หลังหนึ่ง เหนือประตูเขียนว่า ศาลเจ้าฝูเต๋อ (福德廟) หน้าศาลมีสิงโตหิน กระถางธูป และโคมแดง ข้าง ๆ ยังมีเตาเผากระดาษเงินกระดาษทองที่วาดลวดลายไว้ ที่พิเศษจริง ๆ คือตอต้นไม้ยักษ์ข้างศาล — บนต้นแขวนป้ายไม้สีส้มเขียนว่า “阿里山 福德萬古樹 FWU DER WANN GUU SHUH” พร้อมระดับความสูงจากน้ำทะเล

เดินมาถึงตรงนี้แล้วหยุดสักครู่ก็ดี ลองดูชื่อกับระดับความสูงบนป้ายไม้ แล้วอ่านคำโคลงคู่ที่ติดอยู่หน้าศาลไปด้วยเลย

ศาลเจ้าฝูเต๋อกลางป่ากับลานเตาเผากระดาษเงินกระดาษทอง ตอต้นไม้ยักษ์ทางขวาแขวนป้ายไม้สีส้มเขียนชื่อต้นฝูเต๋อว่านกู่ซู่
ศาลเจ้าฝูเต๋อกับ "福德萬古樹" ที่แขวนป้ายไว้ข้าง ๆ

บนเขาซื้อของกินยังไง: มี 7-ELEVEN แต่ราคาเป็นราคาบนเขา

หลายคนคิดว่าบนเขาไม่มีอะไรเลย จริง ๆ แล้วในอุทยานมี 7-ELEVEN สาขาเสินมู่ อยู่หนึ่งร้าน หน้าร้านแขวนป้ายชื่อร้านแบบไม้ หน้าตาไม่เหมือนสาขาทั่วไปเท่าไหร่ ของร้อน เครื่องดื่ม เสื้อกันฝน ยาแก้เมารถ ซื้อได้หมด เป็นจุดแวะพักที่ใช้งานได้จริงมาก

ภายนอกร้าน 7-ELEVEN สาขาเสินมู่ในอุทยานอาลีซาน ข้างประตูแขวนป้ายชื่อร้านแบบไม้
7-ELEVEN ในอุทยาน หน้าร้านแขวนป้ายชื่อร้านแบบไม้

แต่ว่าบนเขาก็คือราคาบนเขา ป้ายราคาขนมบนชั้นวางอยู่ราว NT$35–45 แพงกว่าพื้นราบอยู่บ้าง (ราคาขายจริงยึดตามป้ายที่หน้าร้าน) ถ้าอยากประหยัดจริง ๆ น้ำกับเสบียงระหว่างทางหิ้วขึ้นมาจากข้างล่างคุ้มที่สุด แต่ถ้าขาดอะไรขึ้นมากะทันหัน ที่นี่ก็ยังเป็นที่ที่สะดวกที่สุดอยู่ดี

ภาพระยะใกล้ชั้นวางขนมในร้านสะดวกซื้อ เห็นป้ายราคาสีเหลืองของมันฝรั่งทอดและขนมต่าง ๆ
ป้ายราคาขนม สูงกว่าพื้นราบอยู่นิดหน่อย

ขึ้นเขายังไง: ความต่างของสามวิธี

วิธีเหมาะกับใครเรื่องที่ต้องระวัง
ขับรถเองชินทางเขา อยากให้ทริปอิสระเต็มที่ทางหลวงหมายเลข 18 โค้งเยอะและหมอกลงง่าย วันหยุดที่จอดในอุทยานเต็มเร็ว
รถเมล์/รถทัวร์มาคนเดียวหรือสองคน แผนเที่ยวไม่ซับซ้อนรอบรถตายตัว ต้องกะเวลาขากลับให้ดี สัมภาระเยอะจะไม่สะดวก
เหมารถมากับผู้สูงอายุและเด็ก อยากร้อยหลายจุดและที่พักต้องจัดล่วงหน้า ทางเขายกให้คนขับ เวลาแวะกำหนดเอง

จากตัวเมืองเจียอี้หรือสถานีรถไฟความเร็วสูงขึ้นเขา ต้องกันเวลาไว้ราวหนึ่งชั่วโมงกว่าขึ้นไป ทางเขาโค้งเยอะและช่วงบ่ายมักมีหมอกลง ถ้าวันเดียวกันยังต้องเดินทางเดินในอุทยานอีกหลายชั่วโมง ช่วงที่ขับรถจะเปลืองแรงกว่าที่คิด — นี่คือเหตุผลที่หลายคนเลือกเหมารถหรือค้างคืนสักคืน

ถ้าอยากค้างคืนบนเขา Hotel Indigo Alishan ที่อยู่ริมทางหลวงหมายเลข 18 คือตัวเลือกที่ถูกพูดถึงมากที่สุดในไม่กี่ปีมานี้ ชั้นดาดฟ้ามีสระเล่นน้ำไร้ขอบกับลานดูดาว และโรงแรมยังมีรถรับส่งไปกลับอุทยานป่าอาลีซานกับเฟิ่นฉีหูด้วย (ต้องจองกับเคาน์เตอร์) ในบทความนั้นมีรีวิวภาพถ่ายจริงแบบครบถ้วน

ทริปของ GO TAIWAN มีหลายเส้นทางที่ผ่านย่านนี้ — ชิงจิ้ง+ทะเลสาบสุริยันจันทรา+อาลีซาน ทริปพักผ่อน 3 วัน และ ไทจง+ทะเลสาบสุริยันจันทรา+อาลีซาน ทริปครอบครัว 3 วัน ส่วนรอบเกาะ 7 วันมหัศจรรย์ธรรมชาติ วันสุดท้ายก็คืออาลีซานเช่นกัน ถ้าออกเดินทางจากทางใต้ ก็ต่อยอดเหมารถเกาสงขึ้นเขามาได้

จัดทริปยังไงได้บ้าง

  • ครึ่งวัน (ไม่แนะนำ แต่ทำได้): นั่งสายเสินมู่รอบเดียว เดินทางเดินต้นไม้ยักษ์สั้น ๆ แล้วลงเขา เหมาะกับคนที่ตารางแน่นและแค่อยากมาให้ถึง
  • หนึ่งวัน: เข้าอุทยานตอนเช้า ซื้อตั๋วรถไฟเล็กไว้ก่อน นั่งขึ้นไปช่วงหนึ่งแล้วเดินทางเดินกลับลงมา เที่ยงกินในอุทยาน บ่ายเดินสระน้ำกับทางเดินอีกฝั่ง นี่คือแบบที่คนจัดกันมากที่สุด
  • สองวัน (ค้างคืน): บ่ายวันแรกเดินอุทยานแบบไม่เร่ง แล้วค้างคืนบนเขา เช้ามืดวันรุ่งขึ้นนั่งสายจู้ซานดูพระอาทิตย์ขึ้น แล้วเดินทางเดินลงมาอีกช่วง อยากดูพระอาทิตย์ขึ้นต้องค้างคืนเท่านั้น — ขึ้นมาวันเดียวกันไม่ทัน
  • ถ้าอยากใส่อาลีซานเข้าไปในเส้นทางรอบเกาะที่ยาวกว่านี้ ลองดูการเปรียบเทียบ 6 วันกับ 7 วันในเหมารถรอบเกาะไต้หวันกี่วันถึงจะพอ

เกร็ดก่อนออกเดินทาง

  • อุณหภูมิ: บนเขาต่ำกว่าพื้นราบมาก ป้ายที่สถานีมีอุณหภูมิเรียลไทม์ให้ดูด้วย เสื้อคลุมบางต้องพก ถ้าจะดูพระอาทิตย์ขึ้นตอนเช้ามืดยิ่งต้องเพิ่มอีกตัว
  • ทางเดินลื่น: บันไดหินและทางเดินไม้ลื่นมากหลังฝนตก หน้างานมีป้ายเตือนติดไว้ รองเท้าสำคัญกว่าอะไรทั้งหมด
  • แรง: บันไดเยอะและอยู่ที่สูง เดินแล้วเหนื่อยกว่าพื้นราบ ถ้ามากับผู้สูงอายุให้เผื่อเวลาพักไว้เยอะ ๆ อย่าจัดทริปแน่นเกินไป
  • ตั๋วรถไฟเล็ก: ไฮซีซันขายหมด เข้าอุทยานแล้วซื้อตั๋วก่อนค่อยไปเดิน รอบของสายจู้ซานปรับตามเวลาพระอาทิตย์ขึ้นและประกาศบ่ายวันก่อนหน้า
  • รถเที่ยวสุดท้าย: ช่วงเวลาออกรถของสถานีอาลีซานมีจำกัด เช็กเวลาขากลับไว้ก่อน อย่าให้เดินไปครึ่งทางแล้วเพิ่งรู้ว่าไม่มีรถ

อาลีซานไปเองก็ได้ แต่ถ้าจะร้อยเจียอี้ เฟิ่นฉีหู ที่พัก และทริปหลังลงเขาเข้าด้วยกัน เหมารถจะสบายกว่าเยอะ บอกจำนวนคน วันเดินทาง และจุดที่อยากไปกับที่ปรึกษาการเดินทางของ GO TAIWAN เราจะช่วยจัดเส้นทางรถของแต่ละวันให้เอง หรือจะดูทริปห้าธีมหลักที่หน้าแรกก่อนว่ามีจังหวะแบบไหนที่ถูกใจก็ได้

คำถามที่พบบ่อย

ค่าเข้าอุทยานแห่งชาติป่าอาลีซานเท่าไหร่?

ตามประกาศของสำนักงานป่าไม้และอนุรักษ์ธรรมชาติ บัตรเต็มราคา NT$300 คนไต้หวันแสดงบัตรประชาชน NT$200 บัตรครึ่งราคา NT$150 (นักเรียนและเด็กอายุ 7–12 ปี เป็นต้น) และบัตรพิเศษ NT$10 (เด็กอายุ 3–6 ปี และผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป เป็นต้น) ค่าจอดรถยนต์นั่งส่วนบุคคล NT$100 อุทยานเปิด 24 ชั่วโมงตลอดทั้งปี แต่อาคารต่าง ๆ และรถไฟป่าไม้แต่ละสายมีเวลาให้บริการของตัวเอง ราคาและสิทธิ์ลดหย่อนยึดตามประกาศทางการ

รถไฟเล็กอาลีซานมีกี่สาย? ค่าโดยสารเท่าไหร่?

รถไฟป่าไม้ในอุทยานมีสายจู้ซาน สายเสินมู่ และสายเจ้าผิง ทุกสายออกจากสถานีอาลีซาน ตามประกาศของสำนักบริหารรถไฟป่าไม้และมรดกวัฒนธรรมอาลีซาน ค่าโดยสารเที่ยวเดียวราคาเต็มคือสายจู้ซาน NT$150 สายเสินมู่ NT$100 และสายเจ้าผิง NT$100 (บัตรครึ่งราคาคิดครึ่งหนึ่ง) สายจู้ซานคือสายสำหรับชมพระอาทิตย์ขึ้น เวลาออกรถปรับตามเวลาพระอาทิตย์ขึ้นของวันนั้น และจะประกาศที่สถานีกับเว็บไซต์ทางการในบ่ายวันก่อนหน้า

อาลีซานต้องใช้เวลากี่วันถึงจะพอ? ครึ่งวันไหวไหม?

ถ้านั่งรถไฟรอบเดียวแล้วเดินทางเดินสักช่วง ครึ่งวันก็พอไหว แต่อุทยานกว้างมากและทางเดินส่วนใหญ่เป็นบันไดกับทางเดินไม้ ถ้าอยากเดินให้ครบทั้งหมู่ต้นไม้ยักษ์ สระน้ำ และทางเดินสายหลัก แนะนำให้กันไว้เต็มวัน ส่วนถ้าตั้งใจดูพระอาทิตย์ขึ้น ในทางปฏิบัติต้องค้างคืนบนเขาหนึ่งคืน

ไม่ได้ขับรถมาเอง จะขึ้นอาลีซานยังไง?

นั่งรถเมล์หรือรถทัวร์ขึ้นเขาได้ แล้วใช้รถไฟป่าไม้ในอุทยานกับการเดินเท้าเป็นหลัก ถ้ามากับผู้สูงอายุและเด็กเล็ก หรืออยากร้อยตัวเมืองเจียอี้ เฟิ่นฉีหู และที่พักเข้าด้วยกัน การเหมารถประหยัดแรงที่สุด คนขับจะปรับเวลาแวะแต่ละจุดตามแรงและสภาพอากาศของวันนั้นให้เอง

ทางเดินอาลีซานเดินง่ายไหม? ต้องเตรียมอะไรบ้าง?

ทางเดินสายหลักเป็นทางเดินไม้กับบันไดหินเป็นส่วนใหญ่ ความชันไม่มากแต่บันไดเยอะและลื่นหลังฝนตก หน้างานมีป้ายเตือนทางลื่นติดไว้ด้วย แนะนำให้ใส่รองเท้าพื้นกันลื่นที่เดินสบาย พกเสื้อคลุมบาง ๆ (บนเขาอุณหภูมิต่ำกว่าพื้นราบมาก) และพกน้ำติดตัวไว้เสมอ

#อาลีซาน#เจียอี้#อุทยานป่า

Related

อ่านต่อ

บทความทั้งหมด

อ่านจบแล้ว ให้เราจัดทริปให้

ไม่ต้องปวดหัวเรื่องการเดินทาง — คนขับท้องถิ่นไต้หวันพาเที่ยว เปลี่ยนการบ้านให้เป็นความสุข

LINE